z-header
By Pradichaya | Thai food | photography | voice teaching | opera artist
z-nav

School bus and school lunch

รถโรงเรียนและอาหารถาด

An article in Thai language

By Pradichaya | Thai food | photography | voice teaching | opera artist

School bus and school lunch | รถโรงเรียนและอาหารถาด

Pradichaya Poonyarit | ประดิชญา ปุญญฤทธิ์

2016-01-14

School bus and school lunch

เมื่อเช้านี้ หลังจากที่ส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าเวลาที่เด็กสองคนของข้าพเจ้าไปยืนรอรถโรงเรียน
มารับในตอนเช้า และเวลาที่รถมาส่งในตอนบ่ายนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่รถโรงเรียนมารับมาส่งข้าพเจ้าตั้งแต่ปีมะโว้ สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนักเรียนอยู่

ทุกวันนี้ข้าพเจ้าปลุกลูกสาวตีห้าสี่สิบ ลูกชายหกโมงเช้า เพื่อเตรียมตัวให้ไปถึงที่รอรถก่อนเวลาหกนาฬิกาห้าสิบห้านาที สมัยข้าพเจ้าเป็นนักเรียน จำได้ว่าข้าพเจ้าลุกตั้งแต่ตีห้า บางวันตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง แล้วแต่ว่าตอนลุกจากที่นอนผมที่หนาและยาวของข้าพเจ้าจะยุ่งเหยิงสางยากแค่ไหน

รถโรงเรียนมารับตรงเวลา จะหิมะตกแดดออกก็ไม่เคยมาถึงก่อนเวลาหรือมาสาย บ้านของข้าพเจ้าในวันนี้อยู่คนละมุมเมืองกับบ้านที่เคยอยู่สมัยโน้น แต่โรงเรียนยังอยู่ที่เดิม และที่เหมือนกันคือทั้งสองป้ายรถโรงเรียน เป็นจุดสุดท้ายก่อนถึงโรงเรียนตอนเช้า และเป็นป้ายสุดท้ายเวลากลับบ้านหลังโรงเรียนเลิกในตอนบ่าย
เมื่อโรงเรียนเข้าเร็วก็ต้องเลิกเร็ว เด็กๆลงจากรถโรงเรียนเวลาสองโมงสี่สิบนาที ไม่ขาดไม่เกิน เด็กฮายสกูลออกแต่เช้าและกลับถึงบ้านก่อนเด็กชั้นต่ำกว่า ถัดไปคือเด็กมิดเดิ้ลสกูลซึ่งออกเป็นช่วงสอง และกลับถึงบ้านช้ากว่าเด็กโต และที่ออกจากบ้านสายที่สุดคือเด็กรุ่นเล็กคือเด็กประถมและชั้นอนุบาล พ่อแม่ที่ลูกยังเล็กอยู่จะนอนได้นานหน่อย เพราะไม่ต้องส่งลูกจนกระทั่งแปดโมงครึ่ง

แต่รุ่นเล็กจะกลับถึงบ้านช้ากว่าพวกพี่ๆ เพราะเจตนาคือ ให้พี่ๆรีบไปโรงเรียนและรีบกลับมารอน้องๆที่บ้าน เวลาน้องกลับมาจะได้มีพี่คอยอยู่ เพราะพ่อแม่ต่างก็อยู่ที่ทำงานกันทั้งนั้น
เรื่องที่ให้โรงเรียนพี่เลิกก่อนโรงเรียนน้องนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่ควรสรรเสริญ ไอเดียอันบรรเจิดนี้ได้ผลดีมาก ไม่ทราบว่าใครเป็นต้นคิด แต่คนออกความคิดคงไม่อยู่กับเราแล้ว เพราะตารางเวลารับส่งนักเรียนมีมาตั้งแต่สมัยไหนๆและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนจนถึงรุ่นเด็กๆบ้านข้าพเจ้าไปโรงเรียน
สมัยข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านก็วิ่งขึ้นห้องนอน สมัยก่อนข้าพเจ้าไม่เคยใช้ถุงหรือกระเป๋า แต่จะหอบหนังสือเรียนไว้บนแขน พอถึงห้องก็จะวางหนังสือเรียนพร้อมสมุดการบ้านไว้บนโต๊ะริมหน้าต่าง แล้ววิ่งลงไปในครัว ขุดคุ้ยหาขนมหาของว่างพร้อมน้ำผลไม้กลืนลงคอเอื้อกๆๆด้วยความคอแห้งและหิวโซ แล้วก็จะไปนั่งเอกเขนก เปิดโทรทัศน์ดูการ์ตูน พอน้องชายร่วมบ้านกลับมา ก็จะมานั่งดูการ์ตูนด้วยกัน จนกระทั่งได้เวลาไปช่วยทำอาหารเย็น

บางวันข้าพเจ้าจะออกไปเล่นกับน้องชายและเพื่อนๆในสนามหลังบ้าน สนามบ้านเราเป็นที่ยาวและกว้าง ส่วนมากเราจึงเล่นฟุตบอล มีที่ให้วิ่งไล่กันอย่างสนุกสนานจนค่ำมืด

ข้าพเจ้านึกไม่ออกว่าทำการบ้านท่องหนังสือช่วงไหน เพราะทุกๆวันของข้าพเจ้าจะมีแต่เรื่องเล่นนอกบ้าน ดูการ์ตูน ช่วยในครัว แล้วก็นั่งคุยเจ๊าะแจ๊ะกับอ๊านท์ลูซิลแม่ของไมเคิ้ลน้องชาย แต่ที่แน่ๆคือการเรียนของข้าพเจ้าอยู่ในระดับดีถึงดีมาก และข้าพเจ้าจะอยู่ในระเบียบ ทำงานส่งงานเรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่องเป็นที่ชื่นชอบของอ๊านท์ลูซิลอัง เคิ้ลมอร์ทและครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงงงว่าทำไมถึงจำได้แต่เรื่องเล่นสนุก แต่ไม่มีความจำในเรื่องทำการบ้านเอาเสียเลย

ในวันนี้ลูกชายมีกระเป๋าห้อยหลังใบลีบฟีบเพราะไม่เคยหิ้วตำราเรียนไปกลับเลย ตามคำบอกเล่าของเจ้าทองสุกคือตอนต้นปีได้นำตำราเรัยนมาไว้ที่บ้านหนึ่งชุด และมีอีกหนึ่งชุดที่ชั้นเรียน ตำรามีราคาแพงมาก บางเล่มเป็นร้อยๆเหรียญ ค่อยยังชั่วที่พ่อแม่ไม่ต้องคอยซื้อเวลาลูกยังเด็ก แต่พอขั้นมหาวิทยาลัยเราต้องซื้อเอง ขนาดทั้งซื้อตำราใช้แล้วและเช่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ร้องแอ๊กหลังแอ่นเหมือนกัน

เรียนระดับออนเนอร์และแอ็ดวานซ์เพลสเม้นท์ทุกวิชาแต่ไม่ทราบทำการบ้านเวลา ไหน ทองสุกจัสตินไม่เคยให้แม่เห็นเวลาทำงาน ข้าพเจ้าเห็นแต่เจ้าคนนี้เล่นเกมกับคุยกับพี่และน้องเสียงคับบ้านตลอด



รถโรงเรียนและอาหารถาด

ส่วนลูกสาวข้าพเจ้าถือกระเป๋าใหญ่เบ้อเร่อเบ้อร่า ที่ข้าพเจ้าเคยถือเวลาเดินทางเข้าเมืองแล้วต้องขนตำราเพลงไปเรียนขับร้อง หรือไปซ้อมโอเปร่าพร้อมเสื้อผ้ารองเท้าไว้สวมตอนซ้อม ข้าพเจ้ายกกระเป๋าใบนี้ให้ลูกเพราะแข็งแรง ทนทานต่อการแบกของหนักได้ดี แต่เวลานี้ลูกใช้กระเป๋าจนซิบปิดไม่ได้เพราะเต็มไปด้วยสมุดและโฟลเดอร์หนา หลายเล่ม มีดินสอโผล่ออกมาทุกทิศทาง อีกทั้งมีกระเป๋าผ้าอีกใบซ้อนอยู่สำหรับชุดพละ ถุงมือพร้อมผ้าพันคอกันหนาว ข้าพเจ้าเคยตามไปนั่งดูทองทาเรียนในห้องเรียน เห็นด้วยตาของตัวเองว่าเวลาเพื่อนในชั้นไม่มีเครื่องใช้ เช่นดินสอ ปากกาไม้บรรทัด กบ ยางลบ กระดาษและเครื่องคิดเลข ทุกคนจะเรียกหาเคทลิน แล้วแม่ลูกสาวจะล้วงควักจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เพื่อนหยิบยืมได้ทันใช้เสมอ

แล้วยังมีกระเป๋าสะพายไหล่อีกใบไว้หิ้วตำราเรียนเล่มหนา เคทลินทองทาอธิบายว่าคุณครูไม่มีตำรามากพอที่จะให้นักเรียนนำกลับมาใช้ที่ บ้านได้ จึงต้องหิ้วไปเช้าเย็นกลับ นี่ก็เด็กเรียนดีอีกคนในครอบครัว ปีนี้น้องเรียนชั้นออนเนอร์ทุกวิชา ปีหน้าเกรดสิบก็จะมีบางวิชาที่อนุโลมให้เข้าไปในแอ็ดว้านซ์เพลสเม้นท์ได้

ตัวบางร่างน้อยแต่แบกของทุกวันวันละหลายกิโลกรัม แถมเจ้าหล่อนไม่เคยใช้ล็อกเกอร์เก็บของที่โรงเรียน เพราะทั้งเล็กและแคบ จึงเป็นนางแบก แบกไปแบกมาเวลากระโจนจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง ทั้งหลังไหล่และคอจึงตึงขึงปวดเมื่อยเป็นประจำ

สัมภาระสุดท้ายคือกระเป๋าอาหารกลางวันที่ข้าพเจ้าต้องทำให้สดๆร้อนๆทุกเช้า เพราะเจ้าหล่อนรังเกียจการเข้าแถวยาวเหยียดและซื้ออาหารถาดจากโรงอาหารที่ โรงเรียน

ข้าพเจ้าถามพี่ชายว่าอาหารถาดคุณภาพใช้ได้ไหม พี่จัสตินทองสุกตอบว่าถ้าไม่คิดมากก็กินแค่เพื่ออยู่ ไม่เลวร้าย แต่ไม่เหมือนที่คุณแม่ทำ และเวลาซื้อต้องหลีกเลี่ยงพิซซ่าและซ้อสสีส้มทุกชนิด

แม่น้องสาวเหลือกตา และบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เป็นอาหารขายที่โรงเรียน ถ้าน้องกินแล้วน้องอาจตายเพราะคุณภาพเลวร้ายมาก

ข้าพเจ้าหลับตาปี๋ นึกถึงตอนชั้นประถม ที่ลูกสาวไม่สบายด้วยอาการอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียนทั้งถ่ายต้องหยุดโรงเรียนหลายวันจนน้องทองทาเข็ดขยาดอาหาร โรงเรียนมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ข้าพเจ้าไม่เท้าความ แกล้งทำหน้าเฉยๆบอกลูกว่าขอให้เป็นคนไม่ยาก ไม่เช่นนั้นต่อไปจะอยู่ลำบาก ถ้าแม่ยังไม่แก่ชราหรือความจำเสื่อมแม่ก็จะลุกมาทำอาหารแพ็คไปกินที่ โรงเรียนให้ได้ทุกวัน แต่ลูกต้องรู้จักการทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ เผื่อเวลาไม่มีข้อให้เลือก

ลูกสาวเอียงคอตอบว่ากว่าคุณแม่จะทำอาหารให้หนูไม่ไหว หนูคงหลุดพ้นอาหารถาดโรงเรียน และมีอาหารอร่อยๆคุณภาพดีให้เลือกซื้อแล้วค่ะ ดังนั้นขอให้คุณแม่ทำอาหารกลางวันให้หนูต่อไปอย่าได้เป็นกังวลเลย

ข้าพเจ้าอุตส่าห์อุบอิบต่อไปว่าวันนี้อาหารถาดมันแค่สองเหรียญเจ็ดสิบห้ามัน คุ้มค่าเงินนะคะ แม่ทำอาหารให้ลูกแพงกว่านั้นเยอะเลย แม่ลูกสาวตัวร้ายเลยย้อนให้ว่าเห็นน้องมีค่าแค่สองเหรียญเจ็ดสิบห้าต่อวัน หรือคะ ยังไม่ทันพูดอะไรเจ้าพี่ชายก็รีบบอกเคทลินๆพี่ซื้อทุกวันแปลว่าพี่ราคาถูก เหรอ

น้องเปรยตามองแล้วตอบว่านั่นแล้วแต่พี่ทองสุกจะเลือกเอา

ข้าพเจ้านึกย้อนหลังดู สมัยก่อนอาหารถาดราคาห้าสิบห้าเซ็นต์ ไม่ทราบคุณภาพดีรสชาดอร่อยหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าก็ซื้อกินทุกวัน

เวลาคุณแม่มาอยู่กับข้าพเจ้าคุณแม่ไม่ใช่แม่ประเภทประคบประหงม ห่ออาหารไปให้ที่โรงเรียน ปรามข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่แรกว่าห้ามเรียกร้องห้ามยุ่งยาก ไม่ให้เรื่องมากเข้าไว้ ข้าพเจ้าจึงไม่เคยบ่น ได้อย่างไรก็อย่างนั้นตามสภาพ แต่เวลาไปอยู่กับอ๊านท์ลูซิล จะได้รับการดูแลชนิดพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจซึ่งอ๊านท์ลูทำอย่างเสมอต้นเสมอ ปลายทั้งกับลูกตัวเองและลูกเพื่อนรัก

พยายามจะแพ็คอาหารให้ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่ยอม อ๊านท์ลูซิลคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนง่ายๆ แต่ที่จริงแล้วข้าพเจ้าขี้เกียจถือถุงอาหาร

แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่มีคุณแม่เป็นยักษ์ขมูขีคอยแยกเขี้ยวใส่ ปรามไว้แต่ต้น ข้าพเจ้าคงฉวยโอกาสใช้บริการอ๊านท์ลูซิลทั้งไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อาจกลายเป็นคนเคยตัวเอาแต่ใจไปมากกว่านี้
พอมองแม่ลูกสาวคนเล็กคนเดียวของข้าพเจ้า จึงได้สำนึกและตำหนิตัวเองว่าจะเลี้ยงลูกแบบตามใจไปเสียทุกเรื่องคงไม่ได้ เดี๋ยวต่อไปไม่ได้ดั่งใจแล้วจะผิดหวังมาก ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นรักลูกจนลูกเสียคน แต่ยังมีเวลาแก้เวลาสอนสั่ง ดังนั้นข้าพเจ้าจะต้องฝึกเป็นนางแม่ยักษ์ขมูขีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อาจมีตอนต่อไป